ลำดับไพ่โป๊กเกอร์ที่ต้องรู้ ผู้เล่นทุกคนไม่ควรมองข้าม

สำหรับลำดับไพ่โป๊กเกอร์ที่ต้องรู้ถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่ผู้เล่นทุกคนไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มหัดเล่น หรือเป็นคนที่เคยเล่นมาบ้างแล้วแต่ยังไม่มั่นใจในการตัดสินผลของไพ่ การเข้าใจลำดับความแข็งอ่อนของไพ่โป๊กเกอร์จะช่วยให้คุณอ่านเกมได้ขาดขึ้น วางแผนการเล่นได้แม่นยำขึ้น และลดความผิดพลาดจากการประเมินไพ่ผิดอันดับได้อย่างมาก เพราะในเกมโป๊กเกอร์ การชนะไม่ได้ขึ้นอยู่กับดวงเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการรู้ว่าไพ่แบบไหนชนะไพ่แบบไหน รวมถึงการเลือกจังหวะเดิมพันอย่างเหมาะสม บทความนี้จึงรวบรวมลำดับไพ่โป๊กเกอร์ทั้งหมดเรียงจากไพ่ที่แข็งที่สุดไปจนถึงไพ่พื้นฐาน เพื่อให้คุณเข้าใจภาพรวมได้ง่าย นำไปใช้งานจริงได้ทันที และต่อยอดสู่การเล่นโป๊กเกอร์อย่างมีชั้นเชิงและได้เปรียบคู่แข่งมากยิ่งขึ้น

ไพ่โป๊กเกอร์
  1. Royal Flush (รอยัลฟลัช) รอยัลฟลัชคือไพ่ที่มีค่ามากที่สุดในเกมโป๊กเกอร์ เป็นการเรียงไพ่ 5 ใบที่ประกอบด้วย 10, J, Q, K และ A โดยต้องเป็นดอกเดียวกันทั้งหมด โอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก จึงถือเป็นไพ่ในฝันของผู้เล่นทุกคน หากได้รอยัลฟลัชถือว่าชนะทันที ไม่ต้องลุ้นหรือเปรียบเทียบกับใคร เป็นสัญลักษณ์ของความสุดยอดในเกมโป๊กเกอร์อย่างแท้จริง
  2. Straight Flush (สเตรทฟลัช) สเตรทฟลัชคือไพ่เรียง 5 ใบที่เป็นดอกเดียวกันทั้งหมด แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นชุด 10 ถึง A ความแข็งแกร่งจะดูจากไพ่สูงสุดในชุดนั้น เช่น สเตรทฟลัช 9 สูง จะชนะสเตรทฟลัช 8 สูง ถือว่าเป็นไพ่ที่แข็งมาก รองจากรอยัลฟลัชเพียงอันดับเดียว
  3. Four of a Kind (โฟร์การ์ด) ไพ่ชนิดนี้คือไพ่ 4 ใบที่มีแต้มเท่ากัน เช่น 4 ใบเป็น K ทั้งหมด และมีไพ่อีก 1 ใบเป็นตัวเสริม (Kicker) หากผู้เล่นหลายคนได้โฟร์การ์ด จะตัดสินจากแต้มของไพ่ 4 ใบนั้น ใครแต้มสูงกว่าจะชนะ
  4. Full House (ฟูลเฮาส์) ฟูลเฮาส์คือไพ่ที่ประกอบด้วยไพ่ตอง (3 ใบแต้มเดียวกัน) และไพ่คู่ (2 ใบแต้มเดียวกัน) เช่น 7-7-7 คู่กับ Q-Q การตัดสินผู้ชนะจะดูที่ไพ่ตองก่อน หากตองเท่ากันจึงค่อยดูไพ่คู่ เป็นไพ่ที่พบได้บ่อยและแข็งแกร่งมากในเกม
  5. Flush (ฟลัช) ฟลัชคือไพ่ 5 ใบที่เป็นดอกเดียวกัน แต่ไม่เรียงแต้ม การตัดสินจะดูจากไพ่ใบที่มีแต้มสูงที่สุด ไล่ลงมาเรื่อย ๆ หากใบแรกเท่ากันก็เทียบใบถัดไป เป็นไพ่ที่เหมาะกับการลุ้นในหลายสถานการณ์
  6. Straight (สเตรท) สเตรทคือไพ่เรียง 5 ใบ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นดอกเดียวกัน เช่น 5-6-7-8-9 โดย A สามารถนับเป็นต่ำ (A-2-3-4-5) หรือสูง (10-J-Q-K-A) ได้ ผู้ที่มีไพ่สูงสุดในสเตรทจะเป็นผู้ชนะ
  7. Three of a Kind (ตอง) ตองคือไพ่ 3 ใบที่มีแต้มเท่ากัน และอีก 2 ใบเป็นไพ่เดี่ยว การตัดสินจะดูที่แต้มของไพ่ตองก่อน หากเท่ากันจะดูไพ่เดี่ยวที่เหลือ เป็นไพ่ระดับกลางที่สามารถต่อยอดวางแผนเกมได้ดี
  8. Two Pair (สองคู่) สองคู่คือไพ่ที่มีไพ่คู่ 2 ชุด และไพ่อีก 1 ใบเป็นตัวเสริม การเปรียบเทียบจะดูจากคู่ที่มีแต้มสูงสุดก่อน หากเท่ากันจึงดูคู่รอง และสุดท้ายดูไพ่เดี่ยว เป็นไพ่ที่พบได้บ่อยในเกม
  9. One Pair (หนึ่งคู่) ไพ่หนึ่งคู่คือไพ่ที่มีไพ่ 2 ใบแต้มเดียวกัน และไพ่อีก 3 ใบเป็นไพ่เดี่ยว การตัดสินจะดูที่แต้มของคู่ก่อน แล้วค่อยไล่ดูไพ่เดี่ยวตามลำดับ เป็นไพ่พื้นฐานที่ผู้เล่นเจอได้บ่อยที่สุด
  10. High Card (ไพ่สูง) หากไม่มีไพ่ใดเข้าชุดตามลำดับข้างต้น จะตัดสินด้วยไพ่สูง โดยดูไพ่ที่มีแต้มสูงที่สุดในมือ ไล่ลงมาตามลำดับ ถือเป็นสถานการณ์ที่ต้องใช้การอ่านเกมและการวางแผนมากกว่าพึ่งดวง